Benefits of Open Classroom

นอกจากการตกแต่งภายในของแคร์โรลล์ เพรพ จะเต็มไปด้วยสีสันแล้ว สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือการเป็นห้องเรียนแบบเปิด (Open Classroom) ห้องเรียนที่ไม่มีผนังกันแยกเป็นห้อง เป็นห้องเรียนที่ยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยนพื้นที่ได้ ซัพพอร์ตเด็กหลากหลายความสามารถ หลายอายุ ให้อิสระในการเลือกเข้าฐานการเรียนรู้  สนับสนุน Active Learning ห้องเรียนแบบนี้ทำให้แคร์โรลล์ เพรพ พัฒนา “ตัวตน” ของเด็ก หัวใจหลักของเราได้เป็นอย่างดี 

ห้องเรียนแบบเปิด (Open Classroom) ก่อกำเนิดหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ช่วงปี 1960s ในอเมริกาและอังกฤษ ดังนั้นถึงแม้ว่าอาจจะเป็นเรื่องใหม่ในประเทศไทย แต่ในประเทศอเมริกาและอังกฤษมีการใช้ห้องเรียนแบบนี้มานานแล้ว

 

ห้องเรียนแบบเปิดเอื้อประโยชน์ในการเรียนรู้ของเด็กหลายด้าน ดังนี้ 

สนับสนุนตามแตกต่างรายบุคคลและจำลองสังคมจริง : พื้นที่ห้องเรียนของแคร์โรลล์ เพรพ ออกแบบมาเพื่อให้เด็กเรียนแบบคละอายุ เด็กเล็กได้ดูก่อน (Preview) สิ่งที่ตัวเองจะได้เรียนในอนาคตตอนเห็นพี่เรียน และพี่ได้ทบทวน (Review) สิ่งที่เรียนไปแล้วเมื่อเห็นน้องเรียน 

น้องมีตัวแบบที่อยากเป็น โดยเฉพาะในด้านวิชาการ เช่น การอ่านและเขียน  พี่มีโอกาสได้เป็นผู้นำ ได้รู้สึกภูมิในที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่น ในขณะที่หากเป็นห้องเรียนเดี่ยว เด็กมันได้อยู่ในบทบาทเดิมๆ เช่น เด็กที่ช้ามักเป็นผู้ตามเสมอ 

การเรียนแบบคละอายุเหมือนแบบจำลองการใช้ชีวิตจริงในสังคมเล็กๆให้เด็ก เมื่อเด็กโตขึ้น เด็กจะต้องพบเจอ มีปฎิสัมพันธ์ ทำงานกับคนหลากหลายอายุ หลายบทบาท เด็กที่คุ้นเคยกับความแตกต่างเหล่านี้จะเป็นผู้สื่อสารและจัดการปัญหาที่ดีกว่า 

ห้องเรียนแบบเปิดตอบสนองความต้องการของเด็กรายบุคคล แคร์โรลล์ เพรพ เชื่อว่าเด็กแต่ละคนแตกต่างกัน ห้องเรียนที่ดี ควรปรับไปตามลักษณะการเรียนรู้และความเร็วของเด็ก เด็กที่ต้องใช้เวลาไม่รู้สึกเสียความมั่นใจหรือคิดว่าตนเองไม่มีความสามารถ เพราะความเชื่อเกี่ยวกับตนเองเชิงบวกเป็นสิ่งที่แคร์โรลล์ เพรพ ให้ความสำคัญที่สุด

ความปลอดภัยและการควบคุมคุณภาพ : ในแต่ละชั้นของอาคารเรียนของเราจะมีครูหัวหน้าชั้นที่นอกจากคอยดูแลภาพรวมของแผนการสอนก่อนครูจะนำมาสอนจริงแล้ว ครูหัวหน้าชั้นมีหน้าที่สังเกตุการณ์สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นบนชั้นนั้นๆของอาคารเรียน ช่วยเหลือเพื่อนร่วมงานที่ต้องการความช่วยเหลือ ดูแลให้การเรียนการสอนเป็นไปตามวิธีการของแคร์โรลล์ การไม่มีผนังกั้นห้องเรียน ทำให้ครูทุกคนในพื้นที่สามารถมองเห็นกันและกันได้ตลอดเวลา หากมีการใช้ภาษา วิธีการที่ผิดไปจากวิธีการของแคร์โรลล์ ครูจะให้คำแนะนำและแก้ไขกันและกันได้ทันที

Team Teaching ตอบสนองสภาพแรงงานครูในประเทศไทย : ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเปลี่ยนงานบ่อยเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานานแล้วในแวดวงการศึกษา โดยเฉพาะตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดโควิด-19 เป็นต้นมา ส่งผลให้การใช้ชีวิต การทำงานของทุกคนเปลี่ยนแปลงไป 

คนมีตัวเลือกอื่นในการทำงานหลากหลายมากขึ้น เลือกเวลาและสถานที่การทำงานได้ ทำให้งานที่ต้องทุ่มเททั้งแรงกาย แรงใจ และความรับผิดชอบระดับสูง (การดูแลชีวิตเด็ก) ไม่ใช่เป้าหมายที่ทุกคนอยากเลือกมากนัก โดยเฉพาะแรงงานยุคใหม่มีแนวคิดการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป ประกอบกับสภาพสังคมปัจจุบันที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลง ความเครียด สิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อปัญหาสุขภาพและคุณภาพการทำงานทั้งสิ้น

 

แคร์โรลล์ เพรพ เล็งเห็นข้อจำกัดนี้ากประสบการณ์การทำงานในโรงเรียนและการทำสถาบันสอนภาษาเป็นเวลากว่าสิบปี  เราจึงสร้างระบบใหม่ที่แหวกแนวจากแบบเดิม เราแน่วแน่ว่าจะไม่เอา ห้องเรียนที่มีผนังสี่ด้าน ครู 1 หรือ 2 คน สอนเด็ก 1 ห้อง แต่เปลียนเป็น Team Teaching การสอนเป็นทีม ซึ่งพื้นที่ห้องเรียนแบบเปิดทำให้เราสามารถใช้วิธีการนี้ได้

ดังนั้น การประชุมครูทั้งระดับชั้นเวลา 15:15 น. ทุกวันเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญมากที่สุด ทุกคนประชุมเพื่ออัพเดทปัญหาและความก้าวหน้า วางแผนการสอน จัดปรับเปลี่ยนตาราง แบ่งปันข้อมูลให้กันและกันทุกวัน ข้อมูลการเรียนการสอนและพัฒนาการจะเชื่อมกันอย่างไร้รอยต่อ

เด็กๆของเราได้พัฒนาความสัมพันธ์กับครูมากกว่า 1 คน ดังนั้นเมื่อถึงเวลาที่จำเป็นต้องเกิดการผลัดเปลี่ยน เรามีครูที่เด็กๆ รู้จักและไว้ใจอีกหลายคนที่จะคอยรับฟังความคิด ความรู้สึกของเด็ก 

 

ข้อเสียอย่างเดียวของห้องเรียนแบบเปิด คือ เสียง หากเสียงดังเกินไปอาจเกิดการรบกวนการเรียนรู้ของเด็ก  อย่างไรก็ตาม เราสามารถลดและจำกัดระดับเสียงได้ ด้วยการออกแบบให้แต่ละฐานการเรียนรู้ส่วนใหญ่ให้จำกัดเด็ก 4-6 คน และพิจารณาช่องทางเดินที่กว้างแบบที่เด็กเดินสวนกันได้แบบไม่ชนกัน การออกแบบพื้นที่ทั้งหมดนี้ทำให้เราสามารถควบคุมบรรยากาศการเรียนที่เหมาะสมได้เป็นอย่างดี

Resources :
https://files.ascd.org/staticfiles/ascd/pdf/journals/ed_lead/el_197410_foerster.pdf
https://www.educationnext.org/theopenclassroom/